bắn cá long vương download

ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

"ผมมองว่า ในเมื่อ รพ.สต. คือ โรงพยาบาล คำว่าโรงพยาบาล ก็ต้องมีหมอไปประจำอยู่ด้วย

“ที่ผ่านมา รพ.สต. เป็นที่เข้าใจกันดีว่าไม่มีหมออยู่ประจำ จะมีก็แล้วแต่บางที่ที่มีงบประมาณไปจ้าง ซึ่ง อบจ.ภูเก็ต มองว่าการมีหมอไปอยู่ใน รพ.สต. มันมีความสำคัญ สำคัญตรงที่ว่า ประชาชนในชุมชนที่เจ็บป่วย ยังไงเขาก็อยากเจอหมอ”

 นี่คือบางวรรคตอนที่ เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) บอกกับ “The Coverage”

ภายหลังเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2566 ที่นอกจากจะเป็นการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ล็อตใหญ่ไปยัง อบจ. รอบ 2 แล้ว  สำหรับ อบจ.ภูเก็ต ยังเป็นการเริ่มโปรเจกต์ใหญ่อย่างการ ‘เติมแพทย์’ ลง รพ.สต. ทั้ง 21 แห่ง ที่รับถ่ายโอนมา ซึ่งถือเป็น อบจ. แห่งแรกๆ ที่พยายามทำสิ่งที่พูดได้ง่าย แต่หลายคนบอกว่าเป็นไปได้ยากนี้ ให้เกิดขึ้นจริง ด้วยความหวังว่าจะสามารถเติมเต็มคำว่า ‘โรงพยาบาล’ ที่อยู่ข้างหน้า ส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้มีความสมบูรณ์ได้ รวมถึงเป็นอีกหนี่งโมเดลที่ช่วยให้ อบจ. อีก 61 แห่ง เห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อนำไปปรับใช้ในการยกระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อทำความเข้าใจโปรเจ็กต์ดังกล่าวให้ลึกซึ้งถึงแนวคิดเบื้องหลัง และทำไมเขาถึงมองว่าการ ‘เติมแพทย์’ ไปที่สถานพยาบาลระดับปฐมภูมิถึงเป็นเรื่องสำคัญ ขอพาทุกคนร่วมพูดคุยกับ ‘เรวัต อารีรอบ’ ไปกับบทสนทนาต่อจากนี้ 

รพ.สต. ที่มีศักยภาพดูแลรักษาทั้งคนไทย-เทศ

เรวัต เริ่มด้วยการอธิบายว่า จ.ภูเก็ต เป็นเมืองใหญ่และมีความพิเศษเฉพาะตัว ด้วยประชากรในจังหวัดที่อยู่ร่วมกันมีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งคนไทย แรงงานข้ามชาติ และชาวต่างชาติที่มาพำนักอาศัย ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนตลอดทั้งปี ฉะนั้นการจะพัฒนาระบบบริการสุขภาพท้องถิ่นจึงเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทาย โดยเฉพาะการตอบโจทย์ให้ตรงต่อความต้องการของประชาชนในชุมชน ทว่า เมื่อ อบจ.ภูเก็ต รับโอน รพ.สต. เข้ามาบริหารงานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ก็มองเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะสามารถยกระดับและพัฒนาการบริการสุขภาพให้กับประชาชนให้ดีขึ้นได้  ผ่านการทำให้ รพ.สต มี ‘แพทย์ประจำอยู่’ เพราะ รพ.สต. กระจายตัวในหลายตำบล ครอบคลุมทุกอำเภอทั้ง 21 แห่ง มีลักษณะเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กของชุมชน เข้าถึงได้สะดวก ซึ่งสามารถเป็นทางเลือกให้กับคนในชุมชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ได้เข้าถึงบริการเมื่อเจ็บป่วย ดังนั้น ถ้าหาก รพ.สต. มีแพทย์ ก็จะสามารถรักษาประชาชนในชุมชน และคนอื่นๆ ในพื้นที่ ตลอดจนดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างการเจ็บป่วยเบื้องต้นเล็กน้อย และถ้าหากรุนแรงก็ค่อยส่งต่อไปโรงพยาบาลในอำเภอ เหล่านี้จะช่วยประชาชนไม่ต้องเจอความแออัด รอรับบริการเป็นเวลานาน อีกทั้งยังลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย นอกจากนี้ อบจ.ภูเก็ต ไม่ได้จะหนุนเสริมให้บุคลากรทางกาแพทย์ใน รพ.สต. อย่างเดียว ในส่วนอื่นก็จะสนับสนุนด้วย ไม่ว่าจะเครื่องมือ ยานพาหนะ จัดสรรคนตามโครงสร้างกรอบอัตรากำลัง รวมถึงเติมแรงใจให้กับบุคลากรที่ถ่ายโอนมาให้มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ ตลอดจนต้องประสานและทำงานร่วมกันกับโรงพยาบาลต่างๆ ใน จ.ภูเก็ต เพื่อดูแลประชาชนร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

นำร่อง 6 เดือน จากนั้นปรับตามความต้องการพื้นที่

อย่างไรก็ตาม แม้เป้าหมายของ เรวัต และสิ่งที่คนมักจะพูดถึงจะมุ่งไปที่การ ‘เติมแพทย์’ แต่ในความเป็นจริงเขาต้องการเติม ‘บุคลากรทางการแพทย์’ ทุกวิชาชีพ ตามแต่พื้นที่นั้นๆ มีความต้องการ ด้วยวิธีการจ้าง แบบ Out source จากโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดภูเก็ต  เรวัต อธิบายว่า ตอนนี้มีการจ้างบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 21 คน แบ่งเป็น แพทย์อายุรกรรม 1 คน แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป 8 คน ทันตแพทย์ 5 คน และนักกายภาพบำบัด 7 คน

“บุคลากรที่จ้างมาทั้งหมดจะจัดตารางการทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ในแต่ละพื้นที่เพื่อออกตรวจและรักษาคนไข้เวียนกันไปทุก รพ.สต. ในวันจันทร์-ศุกร์ ทำงานตั้งแต่ 08.30 – 16.30 น. ตามเวลาราชการ” นายก อบจ.ภูเก็ต ขยายความ

กระนั้น เรวัต บอกว่า โปรเจกต์เติมบุคลากรทางการแพทย์ รพ.สต. ยังเป็นโครงการนำร่องเพื่อทดลองการให้บริการโดยมีแพทย์ไปประจำที่ รพ.สต. เป็นระยะเวลา 6 เดือน และจะมีการประเมินการให้บริการในเดือนที่ 5 ก่อนสิ้นสุดโครงการ ซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์ว่า ควรจะจัดหาบุคลากรการแพทย์ประจำ รพ.สต. ในส่วนวิชาชีพใด หรือลดวิชาชีพใดออกไป จึงจะเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

กระแสตอบรับดี

มาถึงตอนนี้โครงการดำเนินการมากว่า 2 เดือนแล้ว เรวัต บอกว่างานบริการสุขภาพปฐมภูมิ รวมถึงหากมีอุบัติเหตุที่ต้องดูแล เย็บแผล ให้การช่วยเหลือ และการรักษาโรคเบื้องต้นที่ไม่ซับซ้อน ทุกการรักษาและดูแล สามารถจบงานใน รพ.สต.ได้เลย  รวมถึงมีส่วนน้อยมากที่จะต้องส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลแม่ข่าย เพราะประชาชนก็ดูแลสุขภาพของตัวเองได้ดีขึ้น จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ รพ.สต. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงแพทย์ที่หมุนเวียนไปดูแล อีกทั้งหากเจ็บป่วยก็รู้ว่าไปที่ รพ.สต. ก่อนไปโรงพยาบาลใหญ่ และจะได้เจอแพทย์เช่นกัน 

“ประชาชนชอบมาก เพราะเมื่อพวกเขาต้องการเจอหมอ ก็จะต้องได้เจอ ที่สำคัญไปรับบริการก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง 30 บาทอยู่แล้ว

“รวมถึงยังได้รับเสียงชื่นชมจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐทั้ง 4 แห่ง คือ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ที่เป็นโรงพาบาลศูนย์ รวมถึงโรงพยาบาลชุมชน อย่าง โรงพยาบาลถลาง โรงพยาบาลป่าตอง และ โรงพยาบาลฉลอง เพราะโครงการนี้ไปช่วยลดภาระงานของแพทย์ แพทยก็ได้เวลาไปโฟกัสกับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องดูแล และยังลดความแออัดในโรงพยาบาล” เรวัต บอกถึงเสียงที่สะท้อนกลับมายังโครงการ 

ในตอนท้าย นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวเสริมว่า เป้าหมายของการเติมแพทย์เข้าไปใน รพ.สต. ของ อบจ.ภูเก็ต ที่นอกจากจะช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการที่สะดวกมากขึ้นแล้ว อีกขั้นหนึ่งคือ การยกระดับ รพ.สต. เป็น Cup Split หรือ หน่วยบริการแม่ข่าย เชื่อมโยงกับ รพ.สต. ข้างเคียง เพื่อร่วมดูแลประชาชน ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการบริการสุขภาพ ทั้งงบประมาณ กำลังคน และการวางแผนการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้กับประชาชนที่มีขอบเขตกว้างขึ้นได้  

“ทั้งหมดที่เราทำก็เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลต่อเนื่องแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ ทั้งการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ อบจ.ภูเก็ต ขับเคลื่อนงานสุขภาพให้กับประชาชน และหวังว่าพื้นที่ของเรา พอจะเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างให้กับ อบจ.อื่นๆ ได้เห็นและนำไปปรับแต่ง เพื่อดูแลประชาชนทั้งประเทศร่วมกัน” เรวัต ย้ำในตอนท้าย 

live casino online 888 casino online dragon tiger casino online sport casino online cá cược thể thao châu á